“คุณจำเป็นต้องทำผ่าตัดโดยการเปิดกะโหลกศีรษะนะครับ” ประโยคนี้คงเป็นสิ่งที่คนไข้ไม่อยากได้ยินมากที่สุด โดยเฉพาะถ้ามีปัญหาอยู่ที่ในเบ้าตาเท่านั้น เนื่องจาก “เปิดกะโหลกศีรษะ” ไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเท่านั้น แต่มันมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจริง!!! ตัวอย่าง(ซึ่งคงไม่มีหมอคนไหนอยากให้เกิด) เช่น เลือดออกมากขึ้น มีโอกาสสมองบาดเจ็บจากการดึงรั้ง เกิดการชักหลังผ่าตัด น้ำเลี้ยงสมองรั่ว ฯลฯ แค่ฟังก็เครียดแล้วไหมครับ ถ้าอย่างนั้นเราจะได้ประโยชน์อะไรจากการเปิดกะโหลกศีรษะกันล่ะ? ตัวอย่างผู้ป่วยรายนี้(ได้รับอนุญาตจากผู้ป่วยแล้ว) มีเนื้องอกของเส้นเลือดขนาดใหญ่(มาก!!!) ทำให้ตาขวาโปนออกมาชัดเจนและสูญเสียลานสายตาไปบางส่วน จากภาพMRIพบว่าเนื้องอกมีขนาดใหญ่จนมองแทบไม่เห็นเส้นประสาทตาเลยและอยู่ลึกมาก ในผู้ป่วยรายนี้หากเราฝืนทำผ่าตัดผ่านทางเปลือกตาจะแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำเนื้องอกออกได้หมดและมีโอกาสบาดเจ็บต่อเส้นประสาทตาหรือเส้นเลือดจนถึงขั้นตาบอดได้ (ลองคิดว่ามีช่องเล็กๆ แล้วมีลูกบอลอุดอยู่เต็ม มีเทปกาวแปะอยู่บนลูกบอล เราต้องพยายามนำลูกบอลออกมาโดยที่เทปกาวไม่ขาด!!!) ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการทำผ่าตัดโดยการเปิดกระโหลกศีรษะเพื่อเข้าไปหาเนื้องอกจากทางด้านบนซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างหมอผ่าตัดสมองและหมอตา วิธีนี้จะทำให้สามารถเปิดเบ้าตาได้กว้างมากที่สุด(เห็นเนื้องอกเกือบตลอดความยาว) เมื่อใช้ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงทำให้สามารถแยกเส้นประสาทหรือเส้นเลือดฝอยออกจากเนื้องอกได้อย่างนุ่มนวลที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “เป็นการผ่าตัดที่ดูรุนแรงที่สุด แต่กลับอ่อนโยนต่อเส้นประสาทมากที่สุด” เพราะในความคิดหมอนั้น เส้นประสาทตาคือสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด ซึ่งคงไม่มีประโยชน์อะไรที่แผลผ่าตัดเล็กแต่ผู้ป่วยกลับมองไม่เห็นใช่ไหมครับ การผ่าตัดแบบเปิดกะโหลกศีรษะนี้หากทำโดยผู้เชี่ยวชาญจะได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ว่าจะเป็นด้านความสวยงาม หรือการทำงานของระบบประสาท โดยผู้ป่วยรายนี้พึงพอใจผลการผ่าตัดเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่านำเนื้องอกออกได้หมด ตาที่โปนยุบลงมาเท่ากัน การมองเห็นก็กลับเป็นปกติ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆเลย ดังนั้นครั้งต่อไปไม่ต้องตกใจนะครับ บางที่การผ่าตัดที่ดูรุนแรงอาจจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดก็ได้ครับ ผศ.นพ.โชติวัฒน์ ตันศิริสิทธิกุล, อ.พญ.พิมพ์ขวัญ จารุอำพรพรรณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล #ผ่าตัดสมอง #ผ่าตัดเบ้าตา #ก้อนในเบ้าตา #เนื้องอกในสมอง
Category Archives: Uncategorized
โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า
“ถ้าหายปวดได้ แม้หูหนวกข้างเดียวก็คุ้มมากครับหมอ” (ได้รับความยินยอมให้เผยแพร่จากผู้ป่วยแล้ว) เป็นประโยคสนทนาที่หมอคุยกับผู้ป่วยท่านหนี่ง และเป็นหนึ่งในประโยคคำตอบที่น่าจะอธิบายความเจ็บปวดทรมานของผู้ป่วยจาก “โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า”ได้ชัดเจนมากที่สุดเท่าที่หมอเคยฟังมาเลยครับ ความเจ็บปวดเป็นอาการทางระบบประสาทที่พบบ่อยเมื่อเกิดอันตรายต่อระบบประสาท เป็นอาการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยมากที่สุดแต่เป็นอาการที่ตรวจได้ยากที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยคำบอกเล่าของผู้ป่วยเท่านั้น เช่น ปวดระดับไหน (จาก 1-10) และไม่สามารถดูได้จากการตรวจร่างกายอื่นๆเลย โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal neuralgia) เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดคล้ายไฟฟ้าช็อตช่วงสั้นๆบริเวณใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง อาการสามารถเกิดซ้ำได้ถี่ๆตลอดวัน และอาจมีปัจจัยกระตุ้นเช่นการสัมผัสใบหน้า การเคี้ยวข้าว ล้างหน้า หรือแปรงฟัน บางรายคิดว่าเกิดจากการปวดฟันจนไปถอนฟันออกหลายซี่ก็มี อาการปวดจากโรคปวดเส้นประสาทใบหน้านี้ถือว่ามีความรุนแรงเป็นอันดับต้นๆของอาการปวดศีรษะทุกชนิดเลยทีเดียว สาเหตุของโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือเกิดจากเส้นเลือดสมองที่มีความโค้งไปกดบริเวณเส้นประสาทรับความรู้สึกใบหน้า ดังนั้นการรักษาที่เป็นการแก้ไขสาเหตุคือ การผ่าตัดเพื่อแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท (Microvascular decompression) ซึ่งหากทำได้ผลผู้ป่วยจะหายปวดได้ทันทีและเนื่องจากไม่มีการทำลายเส้นประสาทผู้ป่วยจึงไม่เกิดอาการชาหลังผ่าตัด (ในขณะที่การรักษาด้วยยาจะไม่หายขาด และการรักษาโดยการทำลายเส้นประสาทจะทำให้เกิดอาการชาใบหน้าตามมา) อย่างไรก็ตามแม้การผ่าตัดจะดูเป็นการรักษาที่ดีที่สุด แต่ผู้ป่วยต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดซึ่งแม้มีโอกาสเกิดน้อยมากซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ “หูหนวก”ข้างที่ทำผ่าตัด เนื่องจากเส้นประสาทหูนั้นบอบบางมากอยู่ใกล้กับเส้นประสาทใบหน้ามากอาจมีการดึงรั้งหรือกระทบกระเทือนได้ ซึ่งหมอผ่าตัดมักจะต้องอธิบายโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ให้ผู้ป่วยฟังเพื่อพิจารณาว่าจะรับการรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่ สำหรับผู้ป่วยรายนี้เมื่อให้คำแนะนำแล้ว คุณลุงถามต่อทันที “หนวกข้างเดียวใช่มั๊ยหมอ?” “ถ้าหายปวดได้ แม้หูหนวกข้างเดียวก็คุ้มมากครับหมอ” ทำให้หมอรับรู้ได้ทันทีว่าคุณลุงน่าจะทุกข์ทรมานจากอาการปวดมาก (คุณลุงแทบไม่สามารถใส่maskได้เลย เนื่องจากสัมผัสใบหน้าแล้วจะปวดมาก) การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี หมอสามารถแยกเส้นเลือดต้นเหตุออกจากเส้นประสาทได้ หลังผ่าตัดคุณลุงหายปวดทันที (จากภาพจะเห็นรอยยิ้มร่วมกับmaskที่ใส่ได้โดยไม่ปวดแล้ว) รวมไปถึงการได้ยินก็เป็นปกติอีกด้วย โดยสรุปการผ่าตัดรักษาโรคปวดเส้นประสาทใบหน้ามีโอกาสเกิดความเสี่ยงได้แต่น้อย ในขณะที่หากการผ่าตัดประสบผลสำเร็จจะทำให้ผู้ป่วยหายปวดได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตไปอย่างสิ้นเชิงเลยครับContinue reading “โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า”
“โลกหายไปครึ่งหนึ่ง”
หมอเคยพูดไปแล้วว่าสมองคนเรามี 2 ข้าง ในคนส่วนใหญ่สมองข้างซ้ายจะถือว่าเป็นข้างที่ “สำคัญ” เพราะเป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับภาษาและความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ชัดเจน เช่น พูดไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ ดังนั้นการผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดกับสมองข้างซ้ายหมอผ่าตัดจะมีความกังวลมากว่าผู้ป่วยจะผิดปกติหรือไม่ และมีโอกาสต้องทำผ่าตัดแบบตื่นรู้ตัวในกรณีที่ใกล้กับบริเวณที่ “สำคัญ” แต่กับสมองข้างขวาแล้ว หมอผ่าตัดส่วนใหญ่มักจะไม่ทำผ่าตัดแบบตื่นเพราะถือว่าเป็นสมองข้างที่ “ไม่สำคัญ” เนื่องจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะพูดอ่านเขียนได้ไม่พิการ แต่จะมีลักษณะ “แปลก” (การที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นก็ทำให้ผู้ป่วยมีลักษณะ “แปลก”ไปเช่นกัน) และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้ ลักษณะเด่นของสมองข้างขวาอย่างหนึงก็คือเป็นสมองที่เด่นด้านการควบคุม “ความใส่ใจ” (attention) เนื่องจากข้อมูลที่สมองเราได้รับในแต่ละวินาทีนั้นมากมายมหาศาล ทั้งตา หู จมูก ลิ้น ทำให้ไม่สมองไม่สามารถประมวลผลให้เรารับรู้ทั้งหมดได้พร้อมๆกัน ความใส่ใจนี้เองจะทำหน้าที่เหมือนสปอตไลต์ส่อง “เพ่ง” ให้เห็นบริเวณนั้นชัดเจนขึ้นนั่นเอง (ท่านผู้อ่านลองนึกถึงว่ามีคนพูดพร้อมกันหลายๆคน เราจะสามารถตั้งใจฟังได้แค่คนเดียว อันอื่นก็จะจับใจความไม่ได้ใช่ไหมครับ) ผู้ป่วยที่สูญเสียสมองข้างขวาจะมีอาการ “ไม่ใส่ใจ” หากเป็นมากผู้ป่วยจะไม่สนใจร่างกายและสิ่งแวดล้อมซีกซ้ายของตนเองเลยเปรียบเสมือนโลกของผู้ป่วยนั้น “หายไปครึ่งหนึ่ง” หากเป็นน้อยจะเกิดอาการไม่สนใจเมื่อมีสิ่งกระตุ้นพร้อมๆกันทั้งทางด้านซ้ายและขวา ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาได้เช่น ตอนที่ผู้ป่วยขับรถ (นึกสภาพถนนบ้านเราที่พร้อมจะมีเหตุไม่คาดฝันตลอดเวลา) ผู้ป่วยรายนี้เป็นเนื้องอกชนิดกลีโอมา (glioma) ของสมองซีกขวา ได้รับการผ่าตัดแบบตื่นรู้ตัวเพื่อรักษาการทำงานของสมองซีกขวา (ซึ่งจะถือว่า “สำคัญ” ไหม ผู้อ่านคงต้องตัดสินใจเองนะครับ) หลังผ่าตัดช่วงแรกแม้จะมีอาการไม่ใส่ใจโลกข้างซ้ายเมื่อมีสิ่งกระตุ้นทั้ง 2Continue reading ““โลกหายไปครึ่งหนึ่ง””
ความท้าทายในการรักษาโรคคุชชิง
สวัสดีผู้อ่านทุกท่านนะครับหลังจากที่หายไปนาน 😊 วันนี้หมอจะพูดถึงความ “ยาก” แต่ “คุ้มค่า”ในการรักษาโรคเนื้องอกต่อมใต้สมองที่ทำให้เกิดโรคคุชชิง และผลลัพท์การรักษาที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนไข้ได้นะครับ . อย่างที่เคยพูดไว้ในโพสก่อนหน้านี้ว่าโรคคุชชิงจะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะฮอร์โมนผิดปกติอย่างมาก ผู้ป่วยจะเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน ภูมิคุ้มกันต่ำ และในระยะยาวจะทำให้ผู้ป่วยมีอายุสั้นลง . ผู้ป่วยรายนี้ถูกตรวจพบว่ามีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงตั้งแต่อายุ 30+ปี และควบคุมได้ยาก ผู้ป่วยได้รับการตรวจฮอร์โมนอยู่หลายครั้งเนื่องจากสงสัยภาวะโรคคุชชิงแต่ผลฮอร์โมนไม่ตรงกับการวินิจฉัย100% เนื่องจากก้อนเนื้องอกสามารถหลั่งฮอร์โมนออกมาเป็นพักๆได้!!! เมื่อตรวจไม่ตรงกับช่วงที่มีการหลั่งฮอร์โมนจึงไม่พบว่ามีความผิดปกติเลย แต่ด้วยความพยายามของทีมคุณหมอต่อมไร้ท่อทำให้สามารถตรวจพบได้ในที่สุดหลังจากตรวจพบโรคเบาหวานและความดันนานถึงเกือบ10ปี (เนื่องจากการตรวจฮอร์โมนที่ผิดพลาดเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ป่วยไม่หายหลังผ่าตัด!!!) นี่คือความยากข้อที่1 . เมื่อทำการตรวจMRIของต่อมใต้สมองผู้ป่วยแล้วพบว่ามีก้อนเนื้อขนาดเล็กอยู่ในต่อมใต้สมองจริง ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการแปลผลและคุณภาพของMRIที่ดีเป็นอย่างมาก อีกทั้งขนาดของก้อนเนื้อที่เล็กทำให้การผ่าตัดเข้าไปหาก้อนและผ่าออกให้หมดเกลี้ยงนั้นท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากเหลือก้อนเนื้องอกแม้เพียงนิดเดียว(ซึ่งอาจจะมองไม่เห็นจากMRI) ผู้ป่วยก็จะไม่หายจากโรคคุชชิง นี่คือความยากข้อที่2 . ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการผ่าตัดนำก้อนออกจนหมดและเก็บรักษาต่อมใต้สมองส่วนอื่นไว้ได้ หลังผ่าตัดระดับฮอร์โมนกลับเป็นปกติ และผู้ป่วยสามารถหยุดยารักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงได้ทุกตัว 😊 . จะเห็นว่าการรักษาโรคเนื้องอกต่อมใต้สมองนี้ทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญจะมีผลต่อผลลัพธ์การรักษาอย่างมาก ทั้งในแง่การวินิจฉัย การผ่าตัด และการติดตามการรักษาหลังผ่าตัดด้วย โดยเฉพาะเนื้องอกชนิดที่สร้างฮอร์โมนนั้นผลลัพธ์การรักษาที่ดีจะเปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยได้เลยทีเดียว . ผศ.นพ.โชติวัฒน์ ตันศิริสิทธิกุล สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
การผ่าตัดแบบตื่นรู้สึกตัว(Awake Craniotomy)
อย่างที่หมอเคยเล่าถึงเนื้องอกสมองชนิดกลีโอมานะครับ ว่าเป็นเนื้องอกสมองที่แทรกซึมไปในสมองไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ยิ่งตัดออกได้เยอะ ผู้ป่วยยิ่งมีโอกาสอยู่ได้นานขึ้น อย่างไรก็ตามโรคนี้จะไม่หายเนื่องจากไม่สามารถเอาเนื้องอกออกได้หมด และโรคนี้ยังมักเกิดในบริเวณที่ใกล้กับสมองที่ทำหน้าที่สำคัญๆด้วย ดังนั้นหากผู้ป่วยโรคนี้ไปปรึกษาประสาทศัลยแพทย์ซึ่งอาจได้คำแนะนำได้เป็น 3 แบบ ขึ้นกับ “ปรัชญา”ในการผ่าตัดของหมอท่านนั้น 1. “คุณเป็นโรคที่รักษาไม่มีทางหาย ในที่สุดคุณจะเสียชีวิตจากโรค หมอจะไม่ทำให้คุณพิการในมือหมอนะ” ผู้ป่วยมักได้รับการทำผ่าตัดแค่เอาชิ้นเนื้อมาตรวจและได้รับการักษาอื่นเพิ่มเติมเช่นการฉายแสงหรือยาเคมีบำบัด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจะมีโอกาสอยู่รอดได้นานประมาณ 6 ปี 2. “คุณอาจจะต้องเสียสละอะไรบางอย่างไปเพื่อทำให้คุณอยู่ได้นานขึ้น ยิ่งหมอตัดเนื้องอกออกได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งอยู่ได้นานมากขึ้นเท่านั้น” ผู้ป่วยมักได้รับการทำผ่าตัดเนื้องอกออกไปมาก โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วนที่แพทย์คิดว่า “ไม่สำคัญ” และระวังไม่ให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตหรือมีปัญหาการพูดเท่านั้น วิธีนี้ผู้ป่วยจะอยู่ได้นาน แต่อาจมีปัญหาการทำงานของสมองอย่างอื่นในระยะยาว 3. “หมอไม่สามารถทำให้คุณหายได้ แต่หมอจะทำให้คุณสามารถมีชีวิตอยู่นานที่สุดได้โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ให้คุณได้มีโอกาสส่งต่อให้รุ่นหลังได้ 1 รุ่น” ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกให้ผู้ป่วยโดยอาศัยการผ่าตัดแบบตื่นที่มีการทดสอบการทำงานของสมองอย่างละเอียดและตัดเนื้องอกให้มากที่สุดไปด้วย อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะต้องใช้ทีมแพทย์เฉพาะ และต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากสมัยก่อนนั้นเชื่อกันว่าสมองของคนเรามีการทำหน้าที่เป็นตำแหน่งเฉพาะและสมองจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ดังนั้นการผ่าตัดสมองใน “บริเวณที่สำคัญ”จะทำให้มีโอกาสเกิดความพิการได้อย่างมาก แต่ปัจจุบันความเชื่อนี้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีหลักฐานว่าสมองของคนเรานั้นสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยการเปลี่ยนการเชื่อมต่อของบริเวณต่างๆของสมองได้ ดังนั้นบริเวณที่จะมีตำแหน่งตายตัวจะมีอยู่เพียงไม่กี่ตำแหน่งเท่านั้น เช่น การขยับร่างกายแบบง่ายๆ การมองเห็นแสง การได้ยินเสียง เป็นต้น.แต่หากเป็นการทำงานที่ซับซ้อนขึ้นมาของสมองเช่น การใช้เครื่องมือต่างๆ การอ่านหนังสือ ภาษา หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึก การทำงานที่ซับซ้อนเหล่านี้ของสมองจะมีลักษณะเป็น “วงจร”ที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่ชัดเจนContinue reading “การผ่าตัดแบบตื่นรู้สึกตัว(Awake Craniotomy)”
เนื้องอกLow Grade Glioma
“คุณเป็นคนวัยทำงานอายุ 35ปี หากคุณเป็นพนักงานบริษัท ตอนนี้คุณได้เลื่อนตำแหน่งงานและมีความมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ กิจการของคุณเริ่มไปได้ด้วยดีและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตครอบครัวของคุณนั้นก็ยิ่งมีความสุข คุณแต่งงานมีครอบครัวที่น่ารัก ลูกคนแรกของคุณกำลังซน ทุกอย่างในชีวิตคุณดูลงตัวมาก ระยะหลังคุณรู้สึกว่าทำงานแล้วเหนื่อยง่ายขึ้นเล็กน้อย คุณคิดว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะอายุ จนวันหนึ่งคุณมีอาการเกร็งกระตุกหมดสติไปพักหนึ่ง ตอนไปถึงโรงพยาบาลคุณตื่นรู้ตัวดี ที่โรงพยาบาลคุณได้ทำเอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้า หลังจากนั้นหมอได้แจ้งกับคุณว่า คุณมีเนื้องอกขนาดเท่าผลส้ม(5-6 ซม)อยู่ในสมองของคุณ เนื้องอกของคุณนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญของสมองและการผ่าตัดนั้นมีความเสี่ยงมากที่คุณอาจจะพิการหลังผ่าตัด มีโอกาสที่คุณจะไม่สามารถกลับไปทำงานต่อได้อีก คุณรู้สึกสับสนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีเนื้องอกขนาดใหญ่นี้อยู่ในสมองของคุณได้ทั้งที่คุณก็ใช้ชีวิตได้ปกติ คุณควรจะทำอย่างไรต่อดี…” ตัวอย่างที่หมอหยิบยกขึ้นมานี้เป็นลักษณะผู้ป่วยที่มีเนื้องอกในสมองชนิดที่เรียกว่า”กลีโอมา” (Glioma) ชนิดที่เป็นระดับต่ำ(Low grade) (เนื้องอกสมองนั้นแบ่งเป็น 4 ระดับตามความรุนแรงจากน้อยไปมาก เนื้องอกชนิดนี้จัดอยู่ในระดับที่ 2) โดยเนื้องอกชนิดนี้จะเกิดจากเซลล์ในเนื้อสมองเองที่เรียกว่าเกลียเซลล์(Glia cell) ซึ่งเนื้องอกนี้มักเกิดในผู้ป่วยอายุน้อย(30-40ปี) และมีลักษณะที่ค่อยๆเติบโตและแทรกซึมเนื้อสมองรอบๆซึ่งในตัวอย่างภาพด้านล่างจะเห็นเนื้องอกสีขาวแต่ความจริงแล้วเราพบว่าเนื้องอกจะแทรกซึมไปไกลกว่าภาพที่เห็นได้ถึง 2 ซมเลยทีเดียว เนื้องอกมันจะโตอย่างช้าๆทำให้ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติใดๆจนกระทั่งเมื่อเนื้องอกโตถึงจุดหนึ่งทำให้สมองปรับตัวไม่ไหวทำให้มีอาการ โดยส่วนใหญ่อาการแรกที่มาก็คืออาการชักนั่นเอง แม้ว่าเนื้องอกชนิดนี้จะจัดเป็นเนื้องอกสมองที่อยู่ในระดับค่อนข้างดีและใช้เวลานานกว่าจะโต แต่เมี่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆเซลล์เนื้องอกก็มีแนวโน้มที่จะมีความผิดปกติมากขึ้นซึ่งจะใช้เวลาประมาณ5-6ปีและเปลี่ยนไปสู่ระดับที่รุนแรงมากขึ้นจนถึงระดับที่รุนแรงมากที่สุดเรียกว่า “กลิโอบลาสโตมา”(Glioblastoma) เมื่อถึงระดับนี้แล้วผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นานนัก(โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี) เนื่องจากเนื้องอกจะมีการลุกลามเร็วมากณ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาเนื้องอกชนิดนี้ให้หายขาด ซึ่งการรักษาจะประกอบไปด้วย 3 วิธีคือ การผ่าตัด ยาเคมีบำบัด และการฉายแสง ในแง่ของการให้ยาเคมีบำบัดนั้นมักเป็นการรักษาเสริม ส่วนการฉายแสงนั้นเป็นการควบคุมโรคในระดับหนึ่งContinue reading “เนื้องอกLow Grade Glioma”
โรคคุชชิง(Cushing’s disease)
โรคคุชชิงนี้เกิดจากการที่เนื้องอกต่อมใต้สมองชนิดที่สร้างฮอร์โมนสเตียรอยด์ออกมามากเกินไป(ในรายละเอียดจริงๆคือสร้างฮอร์โมนเพื่อมาควบคุมการหลั่งฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่อวัยวะอื่นอีกที) ซึ่งฮอร์โมนเสตียรอยด์นี้จัดเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในภาวะเครียดเพื่อให้พร้อมต่อการตอบสนอง(สู้หรือถอยหนี) โรคนี้จะทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติไปอย่างมาก เช่น หน้ากลม อ้วนกลางลำตัวแต่แขนขาลีบ ผิวหนังบางแตกง่าย ความดันเลือดสูง อ่อนเพลีย ติดเชื้อง่าย อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น ที่สำคัญที่สุดคือระดับฮอร์โมนที่สูงกว่าปกติจะทำให้ผู้ป่วย “มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป” เมื่อแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคนี้แล้วจะนับได้ว่าเป็นผู้ป่วย ”พิเศษ”ทีเดียว เพราะจะต้องมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่ซับซ้อน เช่น เก็บปัสสาวะ เจาะเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมนหลายครั้ง การทำเอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้า หรืออาจจะต้องถึงขั้นใส่สายสวนหลอดเลือดไปเก็บเลือดกันถึงในสมองเลยทีเดียว ผู้ป่วยยังต้องมาพบคุณหมอหลายหน่วยเช่น หมออายุรศาสตร์ต่อมไร้ท่อ หมอประสาทศัลยศาสตร์ จักษุแพทย์ หมอรังสี/รังสีรักษา เป็นต้น เรียกได้ว่าต้องมาตรวจกันจนเหนื่อยเลยทีเดียวกว่าจะวินิจฉัยโรคนี้ได้ หลักการรักษาโรคนี้ก็ยังคงประกอบไปด้วย 3 วิธี คือ การผ่าตัด การใช้ยา และการใช้รังสีรักษาเช่นเคย อย่างไรก็ตามการใช้ยาในโรคนี้ยังไม่ค่อยได้ผลดีนักในขณะที่การใช้รังสีรักษาก็ต้องรอเวลานานกว่าจะเห็นผล ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันก็ยังคงเป็นการผ่าตัดนั่นเอง โดยก้อนเนื้องอกในโรคคุชชิงนี้มักจะมีขนาดเล็กกว่าก้อนเนื้องอกที่แสดงอาการทางตาแต่กลับผ่าตัดได้ยากกว่า!!! หลักการผ่าตัดในโรคคุชชิงนี้ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างจากเนื้องอกต่อมใต้สมองทั่วไป โดยเราจะไม่ได้สนใจที่ภาพเอกซเรย์หลังผ่าตัดว่าเนื้องอกหมดหรือไม่ “แต่เราสนใจที่ผลฮอร์โมน”หลังผ่าตัดว่ากลับลงเป็นปกติหรือไม่เนื่องจากหากมีเศษเนื้องอกเหลือแม้แต่เพียงนิดเดียวผู้ป่วยก็จะไม่หาย เนื้องอกก็จะยังคงสร้างฮอร์โมนอยู่และทำให้อาการผู้ป่วยกลับเป็นซ้ำอย่างรวดเร็ว ดังนั้นโรคนี้จึงนับได้ว่าเป็นโรคที่วัดฝีมือของหมอผ่าตัดอย่างแท้จริง โดยตัวหมอเองจะใช้เทคนิคเพิ่มเติมคือการเลาะเนื้องอกออกมาทั้งก้อนและหลีกเลี่ยงการขูด รวมไปถึงการตัดผนังของเส้นเลือดดำใหญ่ที่อาจมีเนื้องอกลุกล้ำอยู่ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสหายขาดของผู้ป่วยให้สูงที่สุด จะเห็นได้ว่าประสบการณ์ของหมอผ่าตัดนั้นมีผลอย่างมาก “ผ่าตัดเพียงครั้งเดียวรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้หายขาดได้” ท่านผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินว่า “โรคความดันโลหิตสูงนั้นรักษาไม่หาย ทำได้แค่ทานยาควบคุมระดับความดันไปตลอดชีวิต” ใช่ไหมครับ คำกล่าวนี้เป็นจริงสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ แต่ในทางกลับกันมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่เป็นContinue reading “โรคคุชชิง(Cushing’s disease)”
การผ่าตัดเนื้องอกต่อมใต้สมอง
ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดเนื้องอกต่อมใต้สมอง 1. มีภาวะกดเบียดเนื้อเยื่อข้างเคียงโดยเฉพาะการกดเบียดเส้นประสาทตา ทำให้สูญเสียลานสายตาหรือตามัว นับเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญที่สุดของการผ่าตัดเนื่องจากการผ่าตัดสามารถลดขนาดก้อนและการกดเบียดเส้นประสาทตาได้ทันที การมองเห็นของผู้ป่วยมักดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังการผ่าตัด (ระยะเวลาหลักวัน) ในขณะที่การกดเบียดเส้นประสาทอื่นๆเช่น การกลอกตา อาจดีขึ้นช้ากว่า 2. ภาวะฮอร์โมนเกิน การผ่าตัดยังนับเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน (ยกเว้นภาวะฮอร์โมนเกินจากprolactinoma เนื่องจากตอบสนองต่อยาดีมาก) โดยเฉพาะหากสามารถนำก้อนเนื้องอกออกได้หมดจะทำให้ผู้ป่วยมีระดับฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็วและมีโอกาสหายขาดได้ รวมไปถึงปริมาณก้อนเนื้องอกที่เหลือน้อยลงจะทำให้ตอบสนองต่อการรักษาอื่นได้ดีขึ้น 3. ภาวะเลือดออกในก้อนเนื้องอก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนเพื่อนำก้อนเลือดปนเนื้องอกออก (หลังจากที่ให้ฮอร์โมนชดเชยเพื่อเตรียมสภาพผู้ป่วยให้พร้อมผ่าตัด) เนื่องจากภาวะนี้ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของเส้นประสาทมากจากการที่ก้อนเนื้องอกขยายขนาดฉับพลัน เนื่องจากตำแหน่งของต่อมใต้สมองนั้นอยู่ลึกเข้าไปในตำแหน่งกึ่งกลางของฐานกระโหลกศรีษะ การผ่าตัดสามารถทำได้ผ่านทาง 2 ช่องทางหลักๆคือ 1. ผ่านทางการเปิดกระโหลกศรีษะ วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากต้องมีการดึงรั้งเนื้อสมองหรือเส้นเลือด/เส้นประสาทระหว่างทำการผ่าตัด มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดสมอง เช่น ชัก อย่างไรก็ตามวิธีนี้ยังเหมาะสมกับเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่, ยื่นเข้าไปในสมองมาก หรือก้อนเนื้องอกติดกับเส้นเลือดของสมองมาก 2. ผ่านทางโพรงอากาศสฟีนอยด์ (sphenoid sinus) ซึ่งเป็นช่องทางตามธรรมชาติของทางเดินหายใจทำให้สามารถเข้าไปหาเนื้องอกได้โดยตรงและไม่ต้องมีการดึงรั้งเนื้อสมอง ทำให้การผ่าตัดแบบนี้มีความปลอดภัยมากและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน การผ่าตัดนี้ยังแบ่งออกได้อีกเป็น 2 วิธีย่อยๆ 2.1 การผ่าตัดผ่านกล้องไมโครสโคป (microscope) หรือกล้องจุลทรรศน์ เป็นการผ่าตัดโดยลงแผลผ่าตัดเล็กๆบริเวณเหงือกบนหรือผนังกั้นจมูกเพื่อเข้าไปหาโพรงอากาศสฟีนอยด์แล้วใช้กล้อง microscope ส่องดูจากภายนอก(ลักษณะคล้ายมองจากกล้องส่องทางไกล)เพื่อให้ส่องสว่างและขยายภาพบริเวณที่ทำผ่าตัดได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าตาเปล่ามาก นับเป็นวิธีมาตรฐานในการผ่าตัดทางศัลยกรรมประสาท ในมือผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดแบบนี้ยังคงให้ผลการรักษาที่ดีมาก 2.2Continue reading “การผ่าตัดเนื้องอกต่อมใต้สมอง”
โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (Pituitary Adenoma)
ต่อมใต้สมองเป็นต่อมขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่บริเวณใจกลางของฐานกระโหลกศรีษะ น้ำหนักน้อยกว่า1กรัม แต่กลับมีความสำคัญมากเนื่องจากทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพื่อไปควบคุมการสร้างฮอร์โมนของต่อมไร้ท่ออื่นๆเกือบทุกระบบในร่างกาย จนมีฉายาว่า “master gland” นอกจากการสร้างฮอร์โมนแล้ว ตำแหน่งที่ต่อมใต้สมองอยู่ยังล้อมรอบไปด้วยโครงสร้างทางระบบประสาทที่สำคัญมากมาย เช่น เส้นประสาทการมองเห็น เส้นประสาทสมองที่ควบคุมการกลอกตา เส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำใหญ่ของสมอง ทำให้เมื่อมีพยาธิสภาพของต่อมใต้สมองอาจเกิดผลกระทบต่อโครงสร้างเหล่านี้ รวมไปถึงอาจเกิดอันตรายขณะผ่าตัดได้อีกด้วย เนื้องอกต่อมใต้สมอง(pituitary adenoma) เป็นเนื้องอกที่พบได้บ่อยและพบได้มากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบันเนื่องจากการเข้าถึงภาพรังสีวินิจฉัยที่ดีขึ้นทำให้พบเนื้องอกที่มีขนาดเล็กหรือพบโดยบังเอิญทั้งที่ไม่มีอาการ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเนื้องอกต่อมใต้สมองมีความชุกได้ถึง16.7%ในประชากรและมีอุบัติการณ์ประมาณ4/100,000ต่อปี. สามารถแบ่งประเภทของเนื้องอกต่อมใต้สมองสามารถได้คร่าวๆ ดังนี้- แบ่งตามขนาดซึ่งใช้มากที่สุด หากขนาดเล็กกว่า 1 ซมจัดเป็นเนื้องอกขนาดเล็ก(microadenoma) ตั้งแต่1ซมขึ้นไปจัดเป็นเนื้องอกขนาดใหญ่(macroadenoma)ซึ่งจะมีโอกาสกดเบียดโครงสร้างระบบประสาทได้มากกว่า- แบ่งตามการสร้างฮอร์โมน เป็นชนิดที่สร้างฮอร์โมน(functioning adenoma) และชนิดที่ไม่สร้างฮอร์โมน(non-functioning adenoma) ลักษณะทางคลินิก ผู้ป่วยเนื้องอกต่อมใต้สมองมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการหลักๆ4ประการ คือ 1. ภาวะฮอร์โมนเกิน จากการที่เนื้องอกต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนออกมามากเกินไป ทำให้เกิดเป็นกลุ่มอาการต่างๆ เช่น galactorrhea-amenorrhea syndrome(ประจำเดือนไม่มา-น้ำนมไหล)จากprolactin, acromegaly(มือเท้าใหญ่ใบหน้าเปลี่ยน)จากgrowth hormone 2. ภาวะกดเบียดเนื้อเยื่อข้างเคียง โดยก้อนเนื้องอกมักจะโตขึ้นด้านบนดันเส้นประสาทการมองเห็นโดยเฉพาะส่วนที่เป็นทางเชื่อมระหว่างเส้นประสาททั้ง2ข้าง ซึ่งผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการสูญเสียลานสายตาทางด้านข้างทั้ง2ข้าง (bitemporal hemianopia)โดยผู้ป่วยจะมองเห็นตรงกลางได้ปกติแต่มักชนสิ่งของเนื่องจากเสียลานสายตาทางด้านข้างไป ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวหรือมองไม่เห็นได้หากก้อนใหญ่มากขึ้นหรือกดที่ตัวเส้นประสาทการมองเห็นโดยตรง 3. ภาวะขาดฮอร์โมน(pituitary insufficiency) เนื่องจากก้อนเนื้องอกมีการเบียดดันและทำลายเนื้อต่อมใต้สมองส่วนที่ดี 4. ภาวะเลือดออกในก้อนเนื้องอก(pituitaryContinue reading “โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (Pituitary Adenoma)”
