“เนื้องอกอยู่ที่เบ้าตา ทำไมต้องผ่าเปิดกะโหลกศีรษะด้วย?”

“คุณจำเป็นต้องทำผ่าตัดโดยการเปิดกะโหลกศีรษะนะครับ” ประโยคนี้คงเป็นสิ่งที่คนไข้ไม่อยากได้ยินมากที่สุด โดยเฉพาะถ้ามีปัญหาอยู่ที่ในเบ้าตาเท่านั้น เนื่องจาก “เปิดกะโหลกศีรษะ” ไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเท่านั้น แต่มันมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจริง!!! ตัวอย่าง(ซึ่งคงไม่มีหมอคนไหนอยากให้เกิด) เช่น เลือดออกมากขึ้น มีโอกาสสมองบาดเจ็บจากการดึงรั้ง เกิดการชักหลังผ่าตัด น้ำเลี้ยงสมองรั่ว ฯลฯ แค่ฟังก็เครียดแล้วไหมครับ ถ้าอย่างนั้นเราจะได้ประโยชน์อะไรจากการเปิดกะโหลกศีรษะกันล่ะ? ตัวอย่างผู้ป่วยรายนี้(ได้รับอนุญาตจากผู้ป่วยแล้ว) มีเนื้องอกของเส้นเลือดขนาดใหญ่(มาก!!!) ทำให้ตาขวาโปนออกมาชัดเจนและสูญเสียลานสายตาไปบางส่วน จากภาพMRIพบว่าเนื้องอกมีขนาดใหญ่จนมองแทบไม่เห็นเส้นประสาทตาเลยและอยู่ลึกมาก ในผู้ป่วยรายนี้หากเราฝืนทำผ่าตัดผ่านทางเปลือกตาจะแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำเนื้องอกออกได้หมดและมีโอกาสบาดเจ็บต่อเส้นประสาทตาหรือเส้นเลือดจนถึงขั้นตาบอดได้ (ลองคิดว่ามีช่องเล็กๆ แล้วมีลูกบอลอุดอยู่เต็ม มีเทปกาวแปะอยู่บนลูกบอล เราต้องพยายามนำลูกบอลออกมาโดยที่เทปกาวไม่ขาด!!!) ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการทำผ่าตัดโดยการเปิดกระโหลกศีรษะเพื่อเข้าไปหาเนื้องอกจากทางด้านบนซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างหมอผ่าตัดสมองและหมอตา วิธีนี้จะทำให้สามารถเปิดเบ้าตาได้กว้างมากที่สุด(เห็นเนื้องอกเกือบตลอดความยาว) เมื่อใช้ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงทำให้สามารถแยกเส้นประสาทหรือเส้นเลือดฝอยออกจากเนื้องอกได้อย่างนุ่มนวลที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “เป็นการผ่าตัดที่ดูรุนแรงที่สุด แต่กลับอ่อนโยนต่อเส้นประสาทมากที่สุด” เพราะในความคิดหมอนั้น เส้นประสาทตาคือสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด ซึ่งคงไม่มีประโยชน์อะไรที่แผลผ่าตัดเล็กแต่ผู้ป่วยกลับมองไม่เห็นใช่ไหมครับ การผ่าตัดแบบเปิดกะโหลกศีรษะนี้หากทำโดยผู้เชี่ยวชาญจะได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ว่าจะเป็นด้านความสวยงาม หรือการทำงานของระบบประสาท โดยผู้ป่วยรายนี้พึงพอใจผลการผ่าตัดเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่านำเนื้องอกออกได้หมด ตาที่โปนยุบลงมาเท่ากัน การมองเห็นก็กลับเป็นปกติ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆเลย ดังนั้นครั้งต่อไปไม่ต้องตกใจนะครับ บางที่การผ่าตัดที่ดูรุนแรงอาจจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดก็ได้ครับ ผศ.นพ.โชติวัฒน์ ตันศิริสิทธิกุล, อ.พญ.พิมพ์ขวัญ จารุอำพรพรรณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล #ผ่าตัดสมอง #ผ่าตัดเบ้าตา #ก้อนในเบ้าตา #เนื้องอกในสมอง

โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า

“ถ้าหายปวดได้ แม้หูหนวกข้างเดียวก็คุ้มมากครับหมอ” (ได้รับความยินยอมให้เผยแพร่จากผู้ป่วยแล้ว) เป็นประโยคสนทนาที่หมอคุยกับผู้ป่วยท่านหนี่ง และเป็นหนึ่งในประโยคคำตอบที่น่าจะอธิบายความเจ็บปวดทรมานของผู้ป่วยจาก “โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า”ได้ชัดเจนมากที่สุดเท่าที่หมอเคยฟังมาเลยครับ ความเจ็บปวดเป็นอาการทางระบบประสาทที่พบบ่อยเมื่อเกิดอันตรายต่อระบบประสาท เป็นอาการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยมากที่สุดแต่เป็นอาการที่ตรวจได้ยากที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยคำบอกเล่าของผู้ป่วยเท่านั้น เช่น ปวดระดับไหน (จาก 1-10) และไม่สามารถดูได้จากการตรวจร่างกายอื่นๆเลย โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal neuralgia) เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดคล้ายไฟฟ้าช็อตช่วงสั้นๆบริเวณใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง อาการสามารถเกิดซ้ำได้ถี่ๆตลอดวัน และอาจมีปัจจัยกระตุ้นเช่นการสัมผัสใบหน้า การเคี้ยวข้าว ล้างหน้า หรือแปรงฟัน บางรายคิดว่าเกิดจากการปวดฟันจนไปถอนฟันออกหลายซี่ก็มี อาการปวดจากโรคปวดเส้นประสาทใบหน้านี้ถือว่ามีความรุนแรงเป็นอันดับต้นๆของอาการปวดศีรษะทุกชนิดเลยทีเดียว สาเหตุของโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือเกิดจากเส้นเลือดสมองที่มีความโค้งไปกดบริเวณเส้นประสาทรับความรู้สึกใบหน้า ดังนั้นการรักษาที่เป็นการแก้ไขสาเหตุคือ การผ่าตัดเพื่อแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท (Microvascular decompression) ซึ่งหากทำได้ผลผู้ป่วยจะหายปวดได้ทันทีและเนื่องจากไม่มีการทำลายเส้นประสาทผู้ป่วยจึงไม่เกิดอาการชาหลังผ่าตัด (ในขณะที่การรักษาด้วยยาจะไม่หายขาด และการรักษาโดยการทำลายเส้นประสาทจะทำให้เกิดอาการชาใบหน้าตามมา) อย่างไรก็ตามแม้การผ่าตัดจะดูเป็นการรักษาที่ดีที่สุด แต่ผู้ป่วยต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดซึ่งแม้มีโอกาสเกิดน้อยมากซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ “หูหนวก”ข้างที่ทำผ่าตัด เนื่องจากเส้นประสาทหูนั้นบอบบางมากอยู่ใกล้กับเส้นประสาทใบหน้ามากอาจมีการดึงรั้งหรือกระทบกระเทือนได้ ซึ่งหมอผ่าตัดมักจะต้องอธิบายโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ให้ผู้ป่วยฟังเพื่อพิจารณาว่าจะรับการรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่ สำหรับผู้ป่วยรายนี้เมื่อให้คำแนะนำแล้ว คุณลุงถามต่อทันที “หนวกข้างเดียวใช่มั๊ยหมอ?” “ถ้าหายปวดได้ แม้หูหนวกข้างเดียวก็คุ้มมากครับหมอ” ทำให้หมอรับรู้ได้ทันทีว่าคุณลุงน่าจะทุกข์ทรมานจากอาการปวดมาก (คุณลุงแทบไม่สามารถใส่maskได้เลย เนื่องจากสัมผัสใบหน้าแล้วจะปวดมาก) การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี หมอสามารถแยกเส้นเลือดต้นเหตุออกจากเส้นประสาทได้ หลังผ่าตัดคุณลุงหายปวดทันที (จากภาพจะเห็นรอยยิ้มร่วมกับmaskที่ใส่ได้โดยไม่ปวดแล้ว) รวมไปถึงการได้ยินก็เป็นปกติอีกด้วย โดยสรุปการผ่าตัดรักษาโรคปวดเส้นประสาทใบหน้ามีโอกาสเกิดความเสี่ยงได้แต่น้อย ในขณะที่หากการผ่าตัดประสบผลสำเร็จจะทำให้ผู้ป่วยหายปวดได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตไปอย่างสิ้นเชิงเลยครับContinue reading “โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า”

“โลกหายไปครึ่งหนึ่ง”

หมอเคยพูดไปแล้วว่าสมองคนเรามี 2 ข้าง ในคนส่วนใหญ่สมองข้างซ้ายจะถือว่าเป็นข้างที่ “สำคัญ” เพราะเป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับภาษาและความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ชัดเจน เช่น พูดไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ ดังนั้นการผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดกับสมองข้างซ้ายหมอผ่าตัดจะมีความกังวลมากว่าผู้ป่วยจะผิดปกติหรือไม่ และมีโอกาสต้องทำผ่าตัดแบบตื่นรู้ตัวในกรณีที่ใกล้กับบริเวณที่ “สำคัญ” แต่กับสมองข้างขวาแล้ว หมอผ่าตัดส่วนใหญ่มักจะไม่ทำผ่าตัดแบบตื่นเพราะถือว่าเป็นสมองข้างที่ “ไม่สำคัญ” เนื่องจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะพูดอ่านเขียนได้ไม่พิการ แต่จะมีลักษณะ “แปลก” (การที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นก็ทำให้ผู้ป่วยมีลักษณะ “แปลก”ไปเช่นกัน) และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้ ลักษณะเด่นของสมองข้างขวาอย่างหนึงก็คือเป็นสมองที่เด่นด้านการควบคุม “ความใส่ใจ” (attention) เนื่องจากข้อมูลที่สมองเราได้รับในแต่ละวินาทีนั้นมากมายมหาศาล ทั้งตา หู จมูก ลิ้น ทำให้ไม่สมองไม่สามารถประมวลผลให้เรารับรู้ทั้งหมดได้พร้อมๆกัน ความใส่ใจนี้เองจะทำหน้าที่เหมือนสปอตไลต์ส่อง “เพ่ง” ให้เห็นบริเวณนั้นชัดเจนขึ้นนั่นเอง (ท่านผู้อ่านลองนึกถึงว่ามีคนพูดพร้อมกันหลายๆคน เราจะสามารถตั้งใจฟังได้แค่คนเดียว อันอื่นก็จะจับใจความไม่ได้ใช่ไหมครับ) ผู้ป่วยที่สูญเสียสมองข้างขวาจะมีอาการ “ไม่ใส่ใจ” หากเป็นมากผู้ป่วยจะไม่สนใจร่างกายและสิ่งแวดล้อมซีกซ้ายของตนเองเลยเปรียบเสมือนโลกของผู้ป่วยนั้น “หายไปครึ่งหนึ่ง” หากเป็นน้อยจะเกิดอาการไม่สนใจเมื่อมีสิ่งกระตุ้นพร้อมๆกันทั้งทางด้านซ้ายและขวา ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาได้เช่น ตอนที่ผู้ป่วยขับรถ (นึกสภาพถนนบ้านเราที่พร้อมจะมีเหตุไม่คาดฝันตลอดเวลา) ผู้ป่วยรายนี้เป็นเนื้องอกชนิดกลีโอมา (glioma) ของสมองซีกขวา ได้รับการผ่าตัดแบบตื่นรู้ตัวเพื่อรักษาการทำงานของสมองซีกขวา (ซึ่งจะถือว่า “สำคัญ” ไหม ผู้อ่านคงต้องตัดสินใจเองนะครับ) หลังผ่าตัดช่วงแรกแม้จะมีอาการไม่ใส่ใจโลกข้างซ้ายเมื่อมีสิ่งกระตุ้นทั้ง 2Continue reading ““โลกหายไปครึ่งหนึ่ง””