เนื้องอกLow Grade Glioma


“คุณเป็นคนวัยทำงานอายุ 35ปี หากคุณเป็นพนักงานบริษัท ตอนนี้คุณได้เลื่อนตำแหน่งงานและมีความมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ กิจการของคุณเริ่มไปได้ด้วยดีและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตครอบครัวของคุณนั้นก็ยิ่งมีความสุข คุณแต่งงานมีครอบครัวที่น่ารัก ลูกคนแรกของคุณกำลังซน ทุกอย่างในชีวิตคุณดูลงตัวมาก

ระยะหลังคุณรู้สึกว่าทำงานแล้วเหนื่อยง่ายขึ้นเล็กน้อย คุณคิดว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะอายุ จนวันหนึ่งคุณมีอาการเกร็งกระตุกหมดสติไปพักหนึ่ง ตอนไปถึงโรงพยาบาลคุณตื่นรู้ตัวดี ที่โรงพยาบาลคุณได้ทำเอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้า หลังจากนั้นหมอได้แจ้งกับคุณว่า คุณมีเนื้องอกขนาดเท่าผลส้ม(5-6 ซม)อยู่ในสมองของคุณ เนื้องอกของคุณนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญของสมองและการผ่าตัดนั้นมีความเสี่ยงมากที่คุณอาจจะพิการหลังผ่าตัด มีโอกาสที่คุณจะไม่สามารถกลับไปทำงานต่อได้อีก คุณรู้สึกสับสนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีเนื้องอกขนาดใหญ่นี้อยู่ในสมองของคุณได้ทั้งที่คุณก็ใช้ชีวิตได้ปกติ คุณควรจะทำอย่างไรต่อดี…”

ตัวอย่างที่หมอหยิบยกขึ้นมานี้เป็นลักษณะผู้ป่วยที่มีเนื้องอกในสมองชนิดที่เรียกว่า”กลีโอมา” (Glioma) ชนิดที่เป็นระดับต่ำ(Low grade) (เนื้องอกสมองนั้นแบ่งเป็น 4 ระดับตามความรุนแรงจากน้อยไปมาก เนื้องอกชนิดนี้จัดอยู่ในระดับที่ 2) โดยเนื้องอกชนิดนี้จะเกิดจากเซลล์ในเนื้อสมองเองที่เรียกว่าเกลียเซลล์(Glia cell) ซึ่งเนื้องอกนี้มักเกิดในผู้ป่วยอายุน้อย(30-40ปี) และมีลักษณะที่ค่อยๆเติบโตและแทรกซึมเนื้อสมองรอบๆซึ่งในตัวอย่างภาพด้านล่างจะเห็นเนื้องอกสีขาวแต่ความจริงแล้วเราพบว่าเนื้องอกจะแทรกซึมไปไกลกว่าภาพที่เห็นได้ถึง 2 ซมเลยทีเดียว เนื้องอกมันจะโตอย่างช้าๆทำให้ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติใดๆจนกระทั่งเมื่อเนื้องอกโตถึงจุดหนึ่งทำให้สมองปรับตัวไม่ไหวทำให้มีอาการ โดยส่วนใหญ่อาการแรกที่มาก็คืออาการชักนั่นเอง

รูปแสดงลักษณะเนื้องอกชนิดlow grade glioma ส่วนที่เป็นสีขาวคือเนื้องอกที่แทรกซึมในเนื้อสมอง
ภาพทางขวามือคือรูปหลังผ่าตัด

แม้ว่าเนื้องอกชนิดนี้จะจัดเป็นเนื้องอกสมองที่อยู่ในระดับค่อนข้างดีและใช้เวลานานกว่าจะโต แต่เมี่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆเซลล์เนื้องอกก็มีแนวโน้มที่จะมีความผิดปกติมากขึ้นซึ่งจะใช้เวลาประมาณ5-6ปีและเปลี่ยนไปสู่ระดับที่รุนแรงมากขึ้นจนถึงระดับที่รุนแรงมากที่สุดเรียกว่า “กลิโอบลาสโตมา”(Glioblastoma) เมื่อถึงระดับนี้แล้วผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นานนัก(โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี) เนื่องจากเนื้องอกจะมีการลุกลามเร็วมากณ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาเนื้องอกชนิดนี้ให้หายขาด ซึ่งการรักษาจะประกอบไปด้วย 3 วิธีคือ การผ่าตัด ยาเคมีบำบัด และการฉายแสง ในแง่ของการให้ยาเคมีบำบัดนั้นมักเป็นการรักษาเสริม ส่วนการฉายแสงนั้นเป็นการควบคุมโรคในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ได้ยาวนานขึ้นนัก ในขณะเดียวกันผู้ป่วยจะมีปัญหาการทำงานของสมองในอนาคต

การผ่าตัดเนื้องอกชนิดนี้นั้นเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถลดขนาดก้อนลงได้ โดยการศึกษาพบว่ายิ่งเราสามารถลดขนาดก้อนลงได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งลดโอกาสที่เนื้องอกจะเปลี่ยนเป็นระดับรุนแรงได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยจะมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้จาก 6 ปี เป็น 16-20 ปีเลยทีเดียว ซึ่งก็ดีกว่าการทำแค่เอาชิ้นเนื้อมาตรวจแล้วส่งรักษาต่อด้วยวิธีอื่นๆอย่างชัดเจน

ปัญหาของการผ่าตัดคือ เนื้องอกนี้มักเกิดอยู่ในหรือใกล้กับตำแหน่งที่มีความสำคัญของสมอง ซึ่งอาจเกิดความพิการขึ้นได้หลังผ่าตัด เช่น อัมพาต ปัญหาด้านภาษา อารมณ์ เป็นต้นซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานต้องสูญเสียอาชีพไป ดังนั้นหมอผ่าตัดจำเป็นที่จะต้องเก็บรักษาการทำงานของสมองไว้ให้ผู้ป่วยด้วย แต่เนื่องจากเนื้องอกชนิดนี้ยังไม่ขอบเขตที่ชัดเจนตอนทำผ่าตัด และการที่เนื้องอกค่อยๆโตทำให้สมองมีการปรับตัวและตำแหน่งหน้าที่ของสมองต่างไปจากคนปกติ ทำให้การผ่าตัดมีความท้าทายเป็นอย่างมาก (ตัดออกน้อยไปก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้าตัดมากไปผู้ป่วยก็จะพิการ)

ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ

คำตอบก็คือ “การทำผ่าตัดแบบตื่นรู้สึกตัว” (Awake craniotomy)นั่นเอง ด้วยการผ่าตัดแบบนี้จะทำให้สามารถตัดเนื้องอกออกได้มากที่สุด และเก็บรักษาการทำงานของสมองไว้ได้มากที่สุดในขณะเดียวกัน ทำให้ผู้ป่วยอยู่ได้ยาวนานขึ้นโดยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ และเนื่องจากเนื้องอกนี้โตช้า ทำให้สมองมีเวลาปรับตัวต่อเนื้องอกปริมาณน้อยๆได้(brain plasticity) ดังนั้นในอนาคตผู้ป่วยสามารถได้รับการทำผ่าตัดซ้ำได้ โดยบริเวณที่เคยตัดออกไม่ได้เนื่องจากยังมีการทำงานของสมองอยู่อาจจะสามารถตัดออกได้เนื่องจากการทำงานของสมองได้ย้ายที่ไปแล้ว!!!

โดยสรุปผู้ป่วยที่มีเนื้องอกชนิดนี้แม้ว่าจะไม่สามารถหายขาดจากโรคได้ในปัจจุบัน แต่เราสามารถทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตได้ยาวนานที่สุดไปพร้อมๆกับมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ด้วย (เปลี่ยนจาก5-6ปี เป็น 15+ปี และให้โอกาสผู้ป่วยได้มีชีวิตให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เป็นชีวิตที่มีคุณค่าสำหรับผู้ป่วยมากที่สุด)

Leave a comment